|
ประวัติของมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย  | | อาคารมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย |
มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2494 โดยชาวไทยมุสลิม ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ได้รวมตัวกันเพื่อที่จะจัดสร้างสถานที่เพื่อประกอบกิจการทางด้านศาสนาและพิธีกรรมตามหลักความเชื่อถือของตน ซึ่งเป็นสิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมุ่งหวังที่จะให้ได้มีสถานที่อันเป็นศูนย์รวมของประชากรไทย ผู้นับถือศาสนาอิสลามขึ้น เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่น และความมั่นคงของศาสนาอิสลามในประเทศไทย
ต่อมาได้มีมุสลิมกลุ่มหนึ่ง ได้ร่วมประชุมปรึกษากัน และได้มีการประชุม ณ บ้านนายมุ่ย กรีมหา ณ ซอย 22 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเท่าที่ปรากฏดังนี้ คือ 1. นายมุ่ย กรีมหา 2. นายอับดุรเราะห์มาน เพียรมานะ 3. นายบุญชู สมุทรโคจร 4. นายดำรง สมุทรโคจร 5. นายเล็ก นานา 6. นายเล็ก วานิชอังกูร 7. นายสมคิด มณีวงศ์ 8. นายแช่ม พรหมยงค์ 9. นายทองอยู่ มูลทรัพย์ 10. นายลพ มัติศิลปิน 11. นายบาระกัต สยามวาลา 12. นายนิพนธ์ สิงห์สุมาลี 13. นายมานิตย์ เกียรติธารัย 14. ร.อ.ฉัตร์ ศรียานนท์ 15. นายจิตตเสน ไชยาคำ 16. นายประพัฒน์ วรรธนะสาร 17. นายเพทาย อมาตยกุล สำหรับอันดับที่ 14-17 นั้น ท่านมิได้เป็นมุสลิม แต่เป็นพุทธมามกะ แต่ท่านก็ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนด้วยความจริงใจ และท่านเหล่านี้เป็นผู้มีพลังทางการเมืองในขณะนั้น ซึ่งก็ได้มีส่วนช่วยให้โครงการศูนย์กลางอิสลามของเราได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น ในการประชุมครั้งแรกนี้ ก็ได้ตกลงกันในหลักการว่า ควรจะได้ดำเนินการจัดหาสถานที่ และจัดสร้างศูนย์กลางอิสลามในกรุงเทพมหานครนี้ ให้สมศักดิ์ศรีของชาวไทยมุสลิมโดยทั่วไป และเป็นการประกาศให้ชาวโลกได้ทราบถึง เสรีภาพของการนับถือศาสนาในประเทศไทยนั้นอย่างมีสมบูรณ์ทุกประการ ต่อมาได้มีการร่วมประชุมปรึกษากันอีกเป็นครั้งที่ 2 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเพียง 4 ท่าน คือ 1. ร.อ.ฉัตร์ ศรียานนท์ 2. นายมุ่ย กรีมหา 3. นายนิพนธ์ สิงห์สุมาลี 4. นายซาเล หุเสน ที่ประชุมได้ตกลงเชิญให้ ร.อ.ฉัตร์ ศรียานนท์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นประธานกรรมการของมูลนิธิ ที่จะจัดตั้งขึ้น และลงมติให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. เชิญจุฬาราชมนตรี ท่านอ.ต่วน สุวรรณศาสน์ เป็นที่ปรึกษา 2. จัดหาสถานที่ทำการชั่วคราว โดยใช้หอประชุมของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย 3. แต่งตั้งคณะกรรมการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ 4. ให้ออกแบบและจัดพิมพ์หัวจดหมายของมูลนิธิ โดยใช้ชื่อว่า “มูลนิธิมัสยิดกลางแห่งประเทศไทย” 5. ให้จัดทำหนังสือขอเงินอุดหนุนจากทางการในการดำเนินการจัดซื้อที่ดิน และการก่อสร้างอาคาร ในขั้นต้น คณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้ตัดสินใจซื้อที่ดิน ของฮัจยะห์แจ่ม น้อยนงเยาว์ กับบุตรที่ซอยแจ่มจันทร์ ถนนเอกมัย เขตพระโขนง กรุงเทพฯ จำนวน 3 ไร่ ราคาไร่ละ 90,000 บาท รวม 3 ไร่ เป็นเงิน 270,000 บาท และเจ้าของที่ดิน ได้อุทิศที่ดินเพิ่มเติมให้อีก 1 ไร่ รวมเป็น 4 ไร่บริบูรณ์ ที่ดินดังกล่าวมีขนาดกว้างยาวพอสมควร แต่ซอยหน้าที่ดินกว้างเพียง 6 เมตร ซึ่งแคบเกินไปสำหรับที่จะสร้างอาคารศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย และอยู่ห่างจากถนนเอกมัย ราว 250 เมตร ต่อมาคณะกรรมการได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ดิน 4 ไร่ ที่จัดซื้อไว้แล้วนั้น ยังไม่เหมาะที่จะทำการก่อสร้างอาคารศูนย์กลางอิสลาม จึงได้พยายามแสวงหาที่ดินแปลงอื่น ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงกัน แต่อยู่ใกล้ถนนใหญ่ และถ้าอยู่ในซอยก็ให้เป็นซอยที่มีความกว้างพอสมควร ในที่สุดก็ได้พบที่ดินในซอยมูลทรัพย์หรือซอย 2 ถนนรามคำแหง ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทองอยู่ มูลทรัพย์ และนายทองสุข มูลทรัพย์ จึงได้เจรจากับเจ้าของที่ดินทั้งสองท่าน เพื่อขอแลกเปลี่ยนกับที่ดินของมูลนิธิฯ 4 ไร่ ในซอยแจ่มจันทร์ ผลที่สุด นายทองอยู่ มูลทรัพย์ ก็ได้ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินของตนกับมูลนิธิฯ โดยนายทองอยู่ มูลทรัพย์ ยกที่ดินของตน 5 ไร่ 2 งาน ในซอย 2 ถนนรามคำแหง แลกกับที่ดิน 4 ไร่ ของมูลนิธิฯ รวมเป็นที่ดินที่ได้มา 7 ไร่ 2 งาน และทางมูลนิธิฯ ได้ซื้อที่ดินข้างเคียงเพิ่มอีก 3 ไร่เศษ รวมที่ดินที่ซอย 2 ถนนรามคำแหง ทั้งหมด 10 ไร่ 2 งาน 44 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินที่มีอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน ในการประชุมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2507 ได้มีการลงมติให้เปลี่ยนชื่อมูลนิธิ จาก “มูลนิธิมัสยิดกลางแห่งประเทศไทย” เป็น “มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย” และให้มีจำนวนกรรมการของมูลนิธิไม่ต่ำกว่า 7 คน และไม่เกิน 17 คน ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ได้มีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมทำประโยชน์ได้กว้างขวางขึ้น มูลนิธินี้มีชื่อว่า “มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย” ใช้อักษรย่อว่า “ม.ศ.อ.ท.” เขียนภาษาอังกฤษว่า “The Foundation of Islamic Centre of Thailand” ใช้อักษรย่อว่า “F.I.C.T.” |